• icon
    icon-hover
    Products
  • icon
    icon-hover
    Services
  • icon
    icon-hover
    Resources
  • icon
    icon-hover
    Support
  • icon
    icon-hover
    About Us
  • icon
    icon-hover
    Blog
Contact Us
UnlockYour Experiment.
EnlivenOur Future.
  • Company
  • About Us
  • Services
  • News & Events
  • Products
  • Brands
  • Categories
  • Support
  • Customer Support
  • Resources
  • Blog
Contact Us

Office: Mon-Fri 8:00 AM - 5:30 PM

Phone: 02-038-9999

Email: info@apexchemicals.co.th

APEX Icon
© 2025 Apex Chemicals. All Rights Reserved.
Terms & Conditions of SaleTerms of UsePrivacy StatementCookie Policy
ปิเปตต์ (Pipette) คืออะไร มีกี่แบบ และใช้อย่างไร
    31 Mar 2026184 Views
    Catagory:
    Glassware

    ปิเปตต์ (Pipette) คืออะไร มีกี่แบบ และใช้อย่างไร

    รู้หรือไม่ ? อุปกรณ์อะไรที่นักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บ ใช้ในการวัดปริมาตร และถ่ายโอนของเหลวได้อย่างแม่นยำ ? คำตอบก็คือ  "ปิเปตต์" นั่นเอง อุปกรณ์เล็ก ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในงานวิจัย เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานได้อย่างถูกต้อง  และเชื่อถือได้ 

    บทความนี้ เอเพกซ์ เคมิเคิล จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับปิเปตต์กันให้มากขึ้น 

    ปิเปตต์คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ?

    ปิเปตต์ คืออะไร สำคัญอย่างไร?

    ปิเปตต์ (Pipette) เป็นอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ สำหรับตวง หรือวัดปริมาตรของเหลวให้ได้ปริมาตรที่แน่นอน มีความแม่นยำสูง ทำให้สามารถทำงานวิจัยและการทดลองต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และเชื่อถือได้

    แต่รู้หรือไม่ว่า ปิเปตต์นั้นสามารถแบ่งประเภทได้ 2 ประเภท ได้แก่ Volumetric Pipette และ Graduated  Pipette

    โดยสัญลักษณ์บนปิเปตต์นั้น มีอะไรบ้าง และความหมายของแต่ละสัญลักษณ์เป็นอย่างไร มาดูกัน

    สัญลักษณ์บนปิเปตต์

    สัญลักษณ์บนปิเปตต์ (Pipette)

    • Manufacturer
      ชื่อผู้ผลิต ในที่นี้คือ “Borosil” การเลือกผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้เรามั่นใจในคุณภาพ และความแม่นยำของเครื่องแก้วที่ใช้ได้ 
    • Nominal Capacity
      ระบุปริมาตรของปิเปตต์ โดยจะระบุปริมาตรสูงสุดของของเหลว ที่ปิเปตต์สามารถบรรจุได้ ปริมาตรนี้จะระบุชัดเจนบนตัวปิเปตต์ โดยใช้เป็นหน่วยมิลลิลิตร (mL) 
    • Quality Grade
      ระดับคุณภาพเครื่องแก้ว แบ่งได้ 2 ระดับตามความแม่นยำ (Accuracy) คือ Class A และ Class B ซึ่งถูกกำหนดด้วย ค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ (Tolerance)  จากภาพตัวอย่างที่ระบุเป็น อักษร A จะหมายถึง Class A 
    • Tolerance
      ระบุค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุด ในการวัดที่ยอมรับได้ โดย Tolerance คือ ช่วงค่าเบี่ยงเบนในการวัด โดยประเภทของเครื่องแก้วถูกแบ่งออกเป็น Class A และ Class B 
      Tips ! : ความแตกต่างระหว่างเครื่องแก้ว Class A และ Class Bเครื่องแก้ว Class A เป็น เครื่องแก้ววัดปริมาตรที่มีความแม่นยำสูง โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาตร (Tolerance) ต่ำกว่าเครื่องแก้ว Class B ถึงครึ่งนึง  หรือก็คือค่า Tolerance (ค่าความคลาดเคลื่อน) ของ Class B  นั้นสูงกว่า Class A ถึง 2 เท่านั่นเอง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับใบรับรองการสอบเทียบ (Calibration Certificate) ทำให้เหมาะสำหรับงานทดสอบและงานวิเคราะห์ที่ต้องการความแม่นยำสูงเป็นอย่างดี 
    • Calibration (TD = to deliver)
      ประเภทเครื่องแก้ว ที่แบ่งตามวิธีการสอบเทียบ ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

      1. เครื่องแก้ววัดปริมาตรชนิดสอบเทียบสำหรับบรรจุของเหลว (To Contain) 
      มีอักษรย่อ TC หรือ In ใช้สำหรับการเตรียมสารละลายมาตรฐาน
      2. เครื่องแก้ววัดปริมาตรชนิดสอบเทียบสำหรับถ่ายของเหลว (To Deliver) 
      มีอักษรย่อ TD หรือ Ex ใช้สำหรับการตวง หรือถ่ายของเหลว
    • Ref. Temperature
      ระบุอุณหภูมิในการ Calibrate มักใช้ 20 °C เป็นมาตรฐานที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในทางปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น มาตรฐานของ ASTM , NIST, ISO, และ DIN นอกจากนี้ ในประเทศไทยเรามักใช้อุณหภูมิ 20°C ตามมาตรฐานตาม ASTM เพื่อให้การวัดมีความแม่นยำและสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการยอมรับโดยแพร่หลาย
    • Standards
      ระบบมาตรฐานสำหรับเครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการ ประกอบไปด้วย
      • ASTM (American Society for Testing and Materials) ของสหรัฐอเมริกา
      • NIST (National Institute of Standards and Technology) ของสหรัฐอเมริกา
      • ISO (International Organization for Standardization) ของอังกฤษ
      • DIN (Deutsches Institut for Normung) ของเยอรมัน

    ASTM และ DIN ต่างเป็นองค์กรชั้นนำด้านการพัฒนามาตรฐานเครื่องแก้ววัดปริมาตรที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เนื่องจากเครื่องแก้วของ ASTM มีความแม่นยำสูง และค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาตรต่ำกว่า

    ปิเปตต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร ?

    โดยทั่วไปแล้ว ปิเปตต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ Volumetric Pipette และ Graduated Pipette 

    ประเภทของปิเปตต์ (Pipette)

    แล้ว 2 ประเภทนี้มีความ"แตกต่าง"กันอย่างไร?

    • Volumetric Pipette 

    เป็นปิเปตต์ที่มีลักษณะเป็น"กระเปาะ"อยู่ตรงกลาง ถูกออกแบบมาเพื่อวัดปริมาตรของเหลวที่แน่นอนเพียง"ค่าเดียว" ซึ่งจะระบุไว้บนตัวปิเปตต์ ปิเปตต์ชนิดนี้เหมาะสำหรับการเตรียมสารละลายมาตรฐานหรือการถ่ายโอนปริมาตรของเหลวที่ต้องการความแม่นยำสูง

    • Graduated Pipette 
      ปิเปตต์ชนิดนี้มี"สเกล"บอกปริมาตร ทำให้สามารถวัดปริมาตรได้หลากหลายค่าภายในช่วงที่กำหนด เหมาะสำหรับการตวงปริมาตรที่ไม่จำเป็นต้องแม่นยำสูงมากนัก หรือการตวงปริมาตรที่หลากหลายในอุปกรณ์ชิ้นเดียว โดยปิเปตต์ประเภทนี้ยังสามารถแบ่งออกเป็นสองชนิดย่อย ๆ ได้แก่ Mohr Pipette และ Serological Pipette
      • Mohr Pipette  
        Pipette ประเภทนี้ถูกออกแบบให้มีสเกลบอกปริมาตรก่อนถึงปลายปิเปตต์ ดังนั้นการใช้งานปิเปตต์ประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญ และความแม่นยำของผู้ใช้ต้องควบคุมการไหลของของเหลวอย่างระมัดระวัง และปล่อยของเหลวให้หยุดที่ขีดสเกลที่ต้องการ และการวัดปริมาตรให้ได้ปริมาตรของเหลวเท่ากับปริมาตรสูงสุดของ Mohr Pipette ทำได้โดยปล่อยของเหลวถึงขีดสุดท้ายของสเกลนั่นเอง
      • Serological Pipette 
        Serological Pipette ปิเปตต์ที่มีสเกลบอกปริมาตรยาวไปจนถึงปลายปิเปตต์ และเมื่อต้องการใช้ปริมาตรสูงสุดของปิเปตต์ สามารถทำได้โดยปล่อยของเหลวออกจนหมด หรือถึงปลายสุดของปิเปตต์ เพื่อจะได้ปริมาตรของเหลวเท่ากับปริมาตรสูงสุดที่ปิเปตต์สามารถบรรจุได้
      Highlight : ปิเปตต์ชนิด Serological Pipette จากแบรนด์ Borosil สามารถสังเกตได้จาก เส้นคู่ หรือ Two Ring บนปิเปตต์เพื่อแยกชนิดได้

    อีกทั้งปลายปิเปตต์ยังมีจุดที่แตกต่างกันอีกด้วย คือ Mohr Pipette จะมีสเกลบอกปริมาตรก่อนถึงปลายปิเปตต์ เพื่อหยุดที่ขีดสเกลที่ต้องการ ส่วน Serological Pipette จะไม่มีสเกลสุดท้ายที่ปลายปิเปตต์ เนื่องจากเป็น"ปิเปตต์แบบปล่อยจนหมด"นั่นเอง !

    Tips ! : การตวงปริมาตรสูงสุด แบบปล่อยให้ของเหลวไหลออกจากปิเปตต์จนหมด สามารถทำได้ 2 วิธี

    วิธีที่ 1 การใช้การเป่า โดยใช้อุปกรณ์ในการการเป่าโดยเฉพาะ

    ข้อดี :  การใช้แรงเป่าสามารถเร่งการไหลของของเหลวได้ สามารถเอาของเหลวออกได้หมดจริงๆ ไม่มีหยดสารละลายติดค้างบริเวณปลายปิเปตต์

    ข้อเสีย :  อาจทำให้ปริมาตรคลาดเคลื่อน หากใช้กับปิเปตต์ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้แรงเป่า เสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเครื่องมือที่ใช้เป่า อาจทำให้เกิดฟองในของเหลว ซึ่งรบกวนการอ่านค่าหรือการทดลองต่อไป 

    วิธีที่ 2 การปล่อยให้ของเหลวไหลออกเอง

    ข้อดี :  ให้ปริมาตรที่แม่นยำ ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนจากอุปกรณ์ที่ใช้เป่า เหมาะสำหรับการวัดปริมาตรที่ต้องการความแม่นยำสูง

    ข้อเสีย : อาจใช้เวลานานกว่า ในการรอให้ของเหลวไหลออกจนหมดอาจมีของเหลวเล็กน้อยติดค้างที่ปลายปิเปตต์  

    Note : โดยปิเปตต์ จากแบรนด์ Borosil เป็นแบบไหลออกเอง ถึงแม้อาจมีของเหลวเล็กน้อยติดค้างที่ปลายปิเปตต์ ก็ไม่ได้มีผลกับปริมาตรของสารที่จะได้ เนื่องจากผู้ผลิตมีการ Calibrate ปริมาตรของเครื่องแก้วมาให้แล้ว

    แล้วทำไมต้องเลือก Pipette จาก Borosil ?

    ปิเปตต์จาก Borosil ทำจากแก้วบอโรซิลิเกต Class A ซึ่งมีทนทานสูง และผ่านมาตรฐาน USP รวมถึงมาตรฐาน ASTM E-969-02 มีใบรับรองคุณภาพสำหรับแต่ละล็อตการผลิต ทำให้คุณมั่นใจในความแม่นยำ และคุณภาพ อีกทั้งยังมีปิเปตต์หลากหลายขนาด ตั้งแต่ 1-50 mL รวมถึงขนาดหายากอย่าง 4, 6, 7, 8, 9, 15 และ 30 ml อีกด้วย  

    เอเพกซ์ สรุปให้…

    ปิเปตต์ (Pipette) จาก Borosil ผลิตจากแก้ว Borosilicate 3.3 คุณภาพสูง ตามมาตรฐาน Class A มีความแม่นยำสูง

    “เลือกใช้ปิเปตต์จาก Borosil เพื่อความแม่นยำในงานวิจัยของคุณ”    

    หากสนใจผลิตภัณฑ์เครื่องแก้วจากแบรนด์ Borosil ท่านสามารถสอบถามทาง เอเพกซ์ เคมิเคิล ได้ที่ 

    Tel : 02-038-9999 

    Email : info@apexchemicals.co.th 

    Line : @ApexChemicals

    เรามีผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสั่งซื้อสารเคมีทุกขั้นตอน

    ผู้เขียน
    Apex Chemicals Teams
    Apex Chemicals Teams
    Product Specialist & Marketing Teams, Apex Chemicals

    ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ และทีมการตลาด มีความตั้งใจที่จะส่งต่อข้อมูลดีๆ ที่ใช้งานได้จริง เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเหล่านักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนแนวคิดเคมีเพื่อความยั่งยืนไปพร้อมกับคุณ

    Brand:
    Tag:
    Share: