Terms & Conditions of Sale

ข้อกำหนดและเงื่อนไขการขายสินค้า

ข้อกำหนด และเงื่อนไขการขายสินค้าฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่นโยบายเกี่ยวกับข้อกำหนด และเงื่อนไขการขายสินค้าทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ เพื่อให้ลูกค้า (ผู้ซื้อ หรือตัวแทนจำหน่าย) หรือบุคคลทั่วไปที่ประสงค์จะติดต่อทำธุรกรรมกับบริษัทฯ ได้รับทราบถึงนโยบายที่เป็นข้อกำหนด และเงื่อนไขของการขายสินค้า สิทธิ และหน้าที่เบื้องต้นของผู้ขายที่จะปฏิบัติต่อลูกค้า ดังนั้นข้อกำหนด และเงื่อนไขการขายนี้ จะใช้บังคับกับสัญญาทุกฉบับที่เกิดขึ้นจากการยอมรับใบสั่งซื้อจากบุคคล องค์กร บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน (“ผู้ซื้อ”) สำหรับการจัดจำหน่ายสินค้า และ/หรือบริการของ บริษัท เอเพกซ์ เคมิเคิล จำกัด (“ผู้ขาย” หรือ “เอเพกซ์ เคมิเคิล”) เว้นแต่จะมีการแจ้งให้ผู้ซื้อทราบเป็นลายลักษณ์อักษรโดยชัดแจ้งจากเอเพกซ์ เคมิเคิล

ข้อกำหนด และเงื่อนไขการขายสินค้า เป็นดังนี้

1. นโยบายทางด้านการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้การถือปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ดังนั้นบริษัทฯ ตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับข้อมูลใด ๆ นอกจากที่ลูกค้าได้เปิดเผยต่อสาธารณะหรือที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้เองจากการเปิดเผยของหน่วยงานของทางราชการ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เป็นต้น

2. สิทธิและหน้าที่ของผู้ขาย และผู้ซื้อ

2.1. การเกิดขึ้นของสัญญา (การยอมรับ acceptance)

2.1.1. สัญญาซื้อขายจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ขายยอมรับใบสั่งซื้อซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมในการจัดส่งสินค้าตามใบสั่งซื้อแต่ละฉบับ และเป็นไปตามราคาสินค้าของผู้ขายในเวลาที่ทำการจัดส่งสินค้า เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหากจากที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายที่ได้ลงนาม ราคาที่ระบุในเอกสารเป็นราคาที่ใช้ในวันที่จัดทำเอกสาร และบริษัท เอเพกซ์ เคมิเคิล จำกัด สามารถปรับเปลี่ยนราคาดังกล่าวได้ตามดุลพินิจจนถึงเวลาจัดส่ง การสนองรับใบสั่งซื้อของผู้ขายขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าผู้ซื้อยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขทั้งหมดที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขอย่างใด ๆ ในเอกสารหรือการแสดงว่าไม่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกันอย่างใดกับเอกสารไม่อาจทำได้และไม่มีผลบังคับเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงนามโดยผู้มีอำนาจของผู้ขาย การอ้างอิงใบสั่งซื้อของผู้ซื้อ ไม่ถือว่าเป็นการนำข้อกำหนดและเงื่อนไขของข้อเสนอดังกล่าวมาใช้ และไม่มีผลให้เป็นการแก้ไขข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเหล่านั้น

2.1.2. แม้จะถือว่าผู้ขายสนองรับใบสั่งซื้อของผู้ซื้อแล้ว ในกรณีที่เกิดความล่าช้าอย่างใด ๆ ที่มีสาเหตุมาจากหรือเกี่ยวข้องจากการกระทำการหรืองดเว้นกระทำการของผู้ซื้อ ซึ่งตามความเห็นของผู้ขายแล้วอาจส่งผลกระทบหรือมีผลต่อการผลิตสินค้าและ/หรือการให้บริการในทางใดทางหนึ่งซึ่งอาจมีผลทำให้ผู้ขายปรับราคาสินค้าและ/หรือบริการที่สั่งซื้อนั้นได้ ในกรณีเช่นว่านี้ผู้ขายสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะพักใบสั่งซื้อไว้จนกว่าผู้ซื้อจะได้แก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราคาหรือต้นทุนการผลิตได้ตามที่ผู้ขายประสงค์ (ถ้ามี)

2.1.3. เมื่อมีคำสั่งซื้อของผู้ซื้อแล้ว ผู้ขายมีสิทธิจะพิจารณาคำขอใด ๆ ของผู้ซื้อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกคำสั่งซื้อนั้น การเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเช่นว่านี้จะใช้ยันผู้ขายได้ต่อเมื่อมีหนังสือลงลายมือชื่อผู้ขายโดยผู้ขายมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกคำสั่งซื้อนั้นได้ตามสมควร

2.1.4. ในกรณีที่คำสั่งซื้อใดไม่มีกำหนดวันส่งมอบที่ชัดแจ้ง ผู้ขายหากรับไว้ซึ่งคำสั่งซื้อเช่นนั้นย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการตามคำสั่งซื้อนั้นได้ตามที่เห็นสมควรตามกำหนดเวลาการผลิตหรือจำนวนสินค้าในคลังสินค้าของผู้ขาย หากการเก็บรักษาสินค้าที่ผู้ขายทำเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ จนกว่าจะได้รับการกำหนดวันส่งมอบที่แน่นอน

2.2. ข้อกำหนดเกี่ยวกับราคาสินค้า/บริการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

2.2.1. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาที่ระบุในแค็ตตาล็อกสินค้า และ/หรือ Price list ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรณีที่บริษัทฯ ได้แจ้งราคาผ่านทางใบเสนอราคา ราคาดังกล่าวสามารถใช้ได้ตามระยะเวลาที่ได้ระบุไว้ในใบเสนอราคา กรณีที่ไม่ได้ระบุระยะเวลาไว้โดยชัดแจ้ง ให้ถือว่าใช้ได้ 30 วันนับแต่วันจัดทำใบเสนอราคานั้น

2.2.2. ราคาสินค้าแต่ละรายการที่ระบุในแค็ตตาล็อก และ/หรือ Price list เป็นราคาสินค้าสุทธิที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (VAT 7%) และค่าขนส่ง

2.3. กรรมสิทธิ์ในสินค้า

2.3.1. บริษัทฯ ถือว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าที่ขายจะโอนเป็นของผู้ซื้อก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาค่าสินค้าครบถ้วนแล้ว เว้นแต่ในสัญญาซื้อขายจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือโดยที่ผู้ขายยินยอมไว้เป็นกรณีเฉพาะเมื่อได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง

2.3.2. ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าจะยังไม่ตกเป็นของผู้ซื้อก็ตาม ความเสี่ยงจากการสูญหายหรือความล่าช้าของสินค้าทั้งหมดที่จัดส่งภายใต้สัญญาซื้อขายนั้นตกเป็นของผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่ง ผู้ซื้อ หรือตัวแทนของผู้ซื้อ ณ จุดขนส่ง และให้ถือว่าสิทธิเรียกร้องสำหรับสินค้าที่สูญหายหรือเสียหายระหว่างการขนส่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยผู้ซื้อกับผู้ขนส่ง เพราะความรับผิดชอบของผู้ขายสิ้นสุดลงแล้วนับแต่เมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่ง ผู้ซื้อ หรือตัวแทนของผู้ซื้อเช่นว่านั้นแล้ว

2.3.3. ในกรณีที่การซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ถือว่ากรรมสิทธิ์จะโอนไปเมื่อเงื่อนไขสำเร็จหรือถึงกำหนดเงื่อนเวลานั้นแล้ว

2.3.4. ในกรณีที่การซื้อขายมีเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าตามข้อตกลงในการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterm 2020) โดยมีข้อกำหนดเรื่องกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าไว้ด้วย ให้การโอนกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดนั้น

2.3.5. ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นผู้รับความเสี่ยงภัยในกรณีที่สินค้าที่ซื้อขายสูญหาย หรือเสียหาย โดยผู้ขายยึดถือตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในสัญญาประกันภัย (ถ้ามี)

2.3.6. ในกรณีเหตุสุดวิสัย เช่น สงคราม ไฟไหม้ น้ำท่วม การประท้วง ปัญหาแรงงาน อุบัติเหตุ การจลาจล การกระทำของรัฐบาล ภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญาได้เกิดขึ้น ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดหา วัตถุดิบ การผลิต การจัดจำหน่าย การขนส่ง หรือการบริโภคสินค้าที่ระบุในสัญญาซื้อขาย ให้ผู้ขายมีสิทธิที่จะยกเลิกซึ่งปริมาณของสินค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวได้โดยไม่ถือเป็นความผิดของผู้ขาย อย่างไรก็ตาม หากผลของเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าขึ้น ให้ถือว่าสัญญาซื้อขายยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปโดยผู้ขายมีสิทธิ์ที่จะจัดสรรปริมาณสินค้าแก่ผู้ซื้อ (ลูกค้า) ภายใต้สัญญานี้และสัญญาอื่น ๆ ตามวิธีที่ผู้ขายเห็นว่าเป็นธรรมและปฏิบัติได้

2.3.7. กรณีที่การซื้อขายกระทำผ่านข้อตกลงซื้อขายที่มีสัญญาเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of Credit; L/C) ให้กรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นไปตามข้อตกลงนั้น

2.3.8 เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกประการ

2.4. การส่งมอบสินค้าและสิทธิครอบครอง

2.4.1. การส่งมอบนั้นตามปกติให้ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ขายทำให้สินค้าไปอยู่ในความครอบครองของผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายได้ดำเนินการส่งมอบตามข้อตกลงในสัญญาซื้อขายแล้ว

2.4.2. ในกรณีที่ผู้ขายส่งมอบสินค้าบางส่วนและผู้ซื้อรับไว้ ให้ถือว่าเป็นการส่งมอบและรับมอบโดยชอบ

2.4.3. การส่งมอบสินค้าที่กระทำภายใต้ข้อตกลงในการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterm 2020) ให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้นต่อเมื่อคู่สัญญาได้ตกลงกันให้เงื่อนไขการส่งมอบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายนั้นด้วย

2.4.4. ถ้าได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับขนส่งหรือกิจการทำนองเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกับผู้รับขนส่งตามธรรมเนียมการค้าปกติที่กระทำภายใต้ข้อตกลงในการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterm 2020) ให้ถือว่าผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว เว้นแต่เงื่อนไขการส่งมอบเฉพาะเทอม (term) จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

2.4.5. เมื่อได้รับการส่งมอบสารเคมีหรือสินค้าจากบริษัทฯ แล้ว ผู้ซื้อ (ลูกค้า) ต้องดำเนินการตรวจสอบสภาพสินค้าว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยต้องพิจารณารายละเอียดวันที่ผลิต วันหมดอายุ สเป็คสินค้า เกรดสินค้าให้ตรงตามใบสั่งซื้อ รวมทั้งได้รับเอกสาร COA ที่ระบุล็อตการผลิต (Lot No./ Batch No.) ตรงกันกับที่ระบุบนฉลากข้างขวดสารเคมี ก่อนลงนามในช่องผู้รับสินค้า

2.4.6. เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร ผลิตภัณฑ์จะถูกจัดส่งโดยใช้บรรจุภัณฑ์และวิธีการจัดส่งตามมาตรฐานของผู้ขาย ในกรณีมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในใบยืนยันคำสั่งซื้อ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร

2.4.7. ผู้ขายแต่เพียงผู้เดียว อาจใช้ดุลยพินิจจัดส่งผลิตภัณฑ์เป็นบางส่วนและออกใบแจ้งหนี้ตามจำนวนที่จัดส่งนั้น โดยผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าหน่วยจัดส่งไม่ว่าการจัดส่งนั้นจะเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อของผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

2.4.8. สำหรับผลิตภัณฑ์บางรายการ ผู้ขายมีสิทธิที่จะกำหนดการดังต่อไปนี้

(1) กำหนดให้ต้องซื้อยกล็อต หรือตามจำนวนที่ผู้ขายกำหนด

(2) จัดสรรปริมาณผลิตภัณฑ์และจัดส่งตามที่ผู้ขายพิจารณาว่าจำเป็นระหว่างลูกค้ารายใดก็ได้ตามแต่ดุลยพินิจของผู้ขาย

2.4.9. ในกรณีที่ผู้ขายได้กำหนดสถานที่ให้บริการไว้ ณ สถานที่ของผู้ขายหรือสถานที่ของบุคคคลภายนอกที่ได้รับอนุญาตจากผู้ขาย ผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและขนย้ายและรวมถึงค่าประกันภัยสินค้า (ถ้ามี)

ในกรณีที่บริการถูกกำหนดให้ไว้ ณ สถา นที่ของผู้ซื้อหรือสถานที่อื่นภายใต้การควบคุมของผู้ซื้อ เช่นนี้ผู้ซื้อจะต้อง

(1) ให้ความร่วมมือกับผู้ขายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการและอนุญาตให้ผู้ขายหรือตัวแทนของผู้ขายสามารถเข้าถึงสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่จำเป็นอย่างสมเหตุผลหรือเมื่อถูกร้องขอ รวมถึงต้องทำให้มีความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงาน

(2) จัดเตรียมเอกสาร ข้อมูล คำแนะนำ การอนุมัติ การอนุญาต หรือการตัดสินใจที่ร้องขอโดยทันที (“ข้อมูล”) และ

(3) ดูแลและรับประกันให้ข้อมูลตามข้อ (ข) มีความสมบูรณ์และถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญ

ให้ถือว่าข้อกำหนดในข้อนี้ มีผลบังคับใช้เหนือข้อกำหนดและเงื่อนไขใด ๆ ของผู้ซื้อไม่ว่าข้อกำหนดนั้นจะถูกจัดทำขึ้นเมื่อใด การที่ผู้ขายปฏิบัติตามคำสั่งซื้อของผู้ซื้อไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยายย่อมไม่เป็นหักล้าง ยกเลิกเพิกถอน เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดนี้ไม่ว่าในทันทีหรือในภายหลัง

2.4.10. ตราบใดที่ผู้ขายยังไม่ได้ส่งมอบ ต้องถือว่าสิทธิครอบครองในตัวสินค้ายังคงเป็นของผู้ขายอยู่ตราบนั้น ทั้งนี้ตามส่วนของสินค้าที่ส่งมอบ

2.4.11. ระยะเวลาการตรวจสอบการส่งมอบผลิตภัณฑ์

(1) ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้ขายได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ ("ระยะเวลาการตรวจสอบ") เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาแล้วให้ถือว่าผู้ซื้อยอมรับเอาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมอบไว้แล้ว เว้นแต่ได้แจ้งให้ผู้ขายทราบเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Nonconforming Products) ภายในระยะเวลาการตรวจสอบ พร้อมด้วยหลักฐานและ/หรือเอกสารประกอบอื่น ๆ หากมีการร้องขอ

(2) "ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Nonconforming Products)" หมายความเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้ส่งมอบ หรือจำนวนของผลิตภัณฑ์นั้นที่มีความแตกต่างไปจากที่ได้ระบุไว้ในคำยืนยันคำสั่งซื้อ

2.4.12. ในกรณีที่ผู้ซื้อแจ้งผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Nonconforming Products) ตามเงื่อนไขในข้อ 2.4.11 ผู้ขายจะใช้ดุลยพินิจแต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อดำเนินการ ดังนี้

(1) เปลี่ยนทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปตามข้อกำหนด หรือ

(2) ชดเชยราคาสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั้น หรือในกรณีที่จัดส่งบางส่วน จะปรับใบแจ้งหนี้ให้สอดคล้องกับปริมาณที่จัดส่งจริง
ผู้ขายสงวนสิทธิในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ โดยผู้ซื้อยอมรับและตกลงว่าการแก้ไขปัญหาที่ระบุไว้ในที่นี้เป็นการเยียวยาเฉพาะกรณีสำหรับการจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Nonconforming Products)

2.4.13. กรณีการคืนสินค้า หากได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ขาย จะดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในนโยบายการรับคืนและเปลี่ยนสินค้า

2.4.13. การคืนสินค้านอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ 2.4.13 แล้ว มีดังนี้

(1) ผู้ซื้อจะไม่คืนผลิตภัณฑ์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าจากผู้ขาย ผู้ขายขอสงวนสิทธิในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ณ สถานที่ของผู้ซื้อ และ/หรือกำหนดให้มีการกำจัดทิ้งแทนการคืนสินค้า การคืนสินค้าทั้งหมดต้องเป็นไปตามคำแนะนำของผู้ขายและอาจมีค่าธรรมเนียมในการจัดเก็บเข้าสต๊อกใหม่

(2) ผลิตภัณฑ์บางชนิด (เช่น สารละลายสำหรับทดสอบ ผลิตภัณฑ์แช่เย็นหรือแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ที่สั่งผลิตหรือนำเข้าพิเศษตามความต้องการของลูกค้า) อาจไม่สามารถคืนได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ กรรมสิทธิ์ในผลิตภัณฑ์ที่ส่งคืนจะเปลี่ยนเป็นของผู้ขายเมื่อผู้ขายตอบรับ ณ สถานที่ที่ผู้ขายกำหนด ผลิตภัณฑ์ที่คืนต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิมพร้อมฉลากดังเดิมที่ติดอยู่ และซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและเนื้อหา

2.5. สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง (defect)

2.5.1. ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้านับแต่เวลาที่ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว โดยให้ถือตามข้อกำหนดเรื่องการรับประกันสินค้า ทั้งนี้ อาจแตกต่างกันระหว่างกรณีที่เป็นการซื้อขายทั่วไปกับกรณีที่เป็นการซื้อขายกับผู้ซื้อเฉพาะราย

2.5.2. ผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้หรือควรจะรู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่าสินค้าที่ผู้ขายส่งมอบให้นั้นมีความชำรุดบกพร่องที่ผู้ซื้ออาจได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน

(2) ความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วแต่ในเวลาที่ผู้ขายส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อและผู้ซื้อรับสินค้านั้นไว้โดยมิได้ทักท้วง

(3) หากมีข้อกำหนดให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดเป็นกรณีพิเศษ เช่น การซื้อขายเหมา เป็นต้น

2.5.3. ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องตรวจสอบเพื่อพบความชำรุดบกพร่องและแจ้งให้ผู้ขายทราบโดยไม่ชักช้า

2.5.4. ในกรณีที่ผู้ซื้อนำสินค้าออกใช้ ขาย หรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าสินค้าที่รับมอบจากผู้ขายไปนั้นชำรุดบกพร่อง เช่นนี้ผู้ขายไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาซื้อขาย

2.5.5. ในกรณีที่สินค้าที่ขายมีจำนวนเป็นปริมาณมาก หรือบรรจุอยู่ในหีบห่อที่ยากแก่การที่ผู้ซื้อจะรู้ถึงความชำรุดบกพร่องได้โดยง่าย เช่นนี้ ผู้ขายเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อตรวจสอบเพื่อพบความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาอันควร หรือโดยที่คู่สัญญาได้ตกลงกันโดยชัดแจ้งถึงระยะเวลาที่ผู้ซื้อจะต้องดำเนินการเช่นว่านั้น

2.5.6. ในกรณีที่ผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ต้องตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาก็ดี แต่ผู้ซื้อได้นำสินค้านั้นออกใช้ จำหน่าย จ่ายโอน เช่นนี้ผู้ซื้อจะอาศัยสิทธิเพื่อคืนหรือเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากผู้ขายไม่ได้

2.5.7. ในกรณีที่ผู้ขายส่งมอบสินค้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน เช่นนี้ผู้ซื้อต้องแจ้งแก่ผู้ขายเพื่อให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้นโดยไม่ชักช้า หากผู้ซื้อไม่ดำเนินการภายในเวลาอันสมควร ผู้ซื้อจะอาศัยการส่งมอบขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนของผู้ขายมาเป็นเหตุเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ซื้อต้องการแก้ไขความขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนนั้นไม่ได้

2.5.8. กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายได้แต่วิญญูชนเกิดขึ้น ทำให้ผู้ขายไม่อาจส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อได้ เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาที่จะทำให้ผู้ซื้อมีสิทธิอย่างใด ๆ ที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากผู้ขายได้

2.5.9. เมื่อผู้ซื้อ (ลูกค้า) ลงนามในช่องผู้รับสินค้าแล้ว บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์และถือว่าสินค้าที่รับมอบนั้นถูกต้องตามใบกำกับภาษี/ ใบส่งสินค้า ทุกประการและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีการชำรุดเสียหาย

2.6. ความรับผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

2.6.1. ผู้ซื้อและผู้ขายต่างต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เว้นแต่จะพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำของฝ่ายผู้ขายหรือฝ่ายผู้ซื้อ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ

2.6.2. สินค้าประเภทสารเคมี เป็นสินค้าที่ตามปกติย่อมมีอันตรายตามสภาพที่ผู้ซื้อไม่ว่าทอดใด ๆ ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังและศึกษาถึงคุณสมบัติทางเคมีที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ตามกายภาพ ต่อสุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม ดังนั้นความรับผิดของผู้ขายจึงจำกัดอยู่เฉพาะแต่กรณีที่สารเคมีนั้นมีอันตรายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ขายโดยตรงเท่านั้น เช่น หีบห่อไม่เหมาะสมกับสภาพของสารเคมี เป็นต้น

2.6.3. ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ว่าทอดใดยินยอมไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยายหรือให้คำแนะนำให้ผู้ใดใช้สารเคมีไปในทางที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น การระเบิด การระคายเคืองหรือการกัดกร่อน ที่เป็นการแตกต่างไปจากข้อแนะนำที่ผู้ซื้อพึงจะต้องแจ้งแก่ผู้นั้นเพื่อความปลอดภัย เช่นนี้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การกระทำของผู้ซื้อหรือบุคคลผู้นั้น

2.7. สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเฉพาะ หรือข้อกำหนดเฉพาะ

2.7.1. ผู้ขายปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และกฎหมายอื่นโดยเคร่งครัด ซึ่งผู้ขายต้องให้ข้อมูลความรู้รวมถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้ซื้อเฉพาะรายที่เข้าทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับผู้ขายเกี่ยวกับการมีไว้ ครอบครอง จำหน่าย จ่าย โอน เก็บ เก็บรวม พัก รักษา ขน ย้าย ถ่าย ผสม บรรจุ ทำลาย หรือการอย่างใด ๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับสารเคมีซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้ขายจำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อ ทั้งนี้ตามความจำเป็นของลักษณะ ประเภท ชนิด ปริมาณหรือความอันตรายหรือร้ายแรงของสารเคมีนั้น โดยข้อมูลความรู้เช่นว่านี้หมายถึง ข้อมูลความรู้ทางเคมีที่ปรากฏเป็นประจักษ์และเป็นการทั่วไปในทางวิชาการของผลิตภัณฑ์สารเคมีนั้น ๆ แต่ไม่รวมถึงข้อมูลที่ปรากฏแก่ผู้ซื้อไม่ว่าทอดใดที่รู้หรือควรจะรู้ได้จากฉลากหรือข้อแนะนำที่ปรากฏบนหีบห่อของสินค้าหรือข้อมูลในระดับอะตอม เป็นต้น

2.7.2. เมื่อผู้ขายได้ดำเนินการตามข้อ (1) แล้ว ย่อมเป็นปริยายนับแต่เวลานั้นแล้วว่า ผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น เช่น พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (และฉบับที่ 2, 3, และ 4) กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย ชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง คู่มือการเก็บรักาสารเคมีและวัตถุอันตราย พ.ศ. 2550 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ระบบการจำแนกและการสื่อสารความเป็นอันตรายของวัตถุอันตราย พ.ศ. 2555 เป็นต้น รวมถึงต้องติดตามซึ่งกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานราชการที่อาจบังคับใช้ในอนาคต ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ขายไม่มีความรับผิดอย่างใด ๆ ต่อผู้ซื้อหรือต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว

2.7.3. สารเคมีที่ทางบริษัทฯ จัดจำหน่ายจะมีเอกสารรับรองผลการวิเคราะห์ของล็อตการผลิตนั้นเทียบกับค่ามาตรฐาน (Certificate of Analysis: COA) และเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี (MSDS) ให้กับลูกค้าเพื่อใช้ในการอ้างอิง ตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อมูลในเอกสาร เช่นนี้ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบผลจากการใช้งานเองไม่ว่าในกรณีใด ๆ

2.7.4. ข้อกำหนดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการใช้งานสารเคมี

(1) สารเคมีที่ทางบริษัทฯ จัดจำหน่าย ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีเกรดวิเคราะห์ความบริสุทธิ์สูง เหมาะสำหรับงานด้านการวิเคราะห์ วิจัยค้นคว้าและพัฒนา ในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่สารเคมีเกรดอาหาร (Food grade) เกรดเครื่องสำอาง (Cosmetic grade) หรือไม่สามารถนำไปใช้เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญทางเภสัชกรรมสำหรับสิ่งมีชีวิตได้ (Active Pharmaceutical Ingredients; API) หากไม่มีการระบุไว้ใน Specification Sheet หรือ Certificate of Analysis ของสินค้า

(2) ผู้ซื้อ (ลูกค้า) ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อสารเคมีให้ถูกต้องเหมาะสมตามประเภทการใช้งาน สอดคล้องกับกฎระเบียบข้อกำหนดของห้องปฏิบัติการ และมาตรฐานอุตสาหกรรมก่อนทำการยืนยันการสั่งซื้อ ดังนั้นผู้ซื้อต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความสูญหายหรือเสียหายอย่างใด ๆ หรือที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการวิเคราะห์ ที่เกิดขึ้นจากจากการนำสารเคมีไปใช้ผิดประเภทของการใช้งาน ผิดวิธีการ

(3) ในกรณีที่ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปจากบริษัทแล้ว บริษัทต้องรับผิดชอบเพื่อความสูญหายหรือเสียหายอย่างใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบทางด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย และกฎหมายอื่นๆ ในเรื่องการจัดเก็บ ขนย้าย จำหน่าย และการใช้งานผลิตภัณฑ์

(4) ผู้ซื้อจะนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ขาย ตัวอย่างเช่น นำไปใช้เพื่อการวินิจฉัยโรค ใช้กับอาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอางสำหรับคนหรือสัตว์ หรือใช้ในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

(5) ห้ามมิให้ผู้ซื้อ (ลูกค้า) แบ่งสินค้าเพื่อจำหน่ายต่อ หรือทำการดัดแปลง ทำซ้ำ เปลี่ยน แปลง ทำให้คล้ายหรือเหมือนซึ่งฉลากสินค้า หรือส่งออกต่อหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร ไม่ว่าโดยวัตถุประสงค์ใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษร

2.7.5. นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ซื้อยังมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) ปฏิบัติตามคำแนะนำ ข้อจำกัด ข้อมูลจำเพาะ คำแนะนำการใช้งาน เงื่อนไขการใช้งานทั้งหมดที่ผู้ขายจัดให้ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลความปลอดภัย แผ่นข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheets : SDS) ข้อมูลการใช้งานที่จำกัด และฉลาก (“เอกสารการใช้งาน”)

(2) ทดสอบ ใช้ ผลิต ผลิตภัณฑ์ และ/หรือวัสดุที่ผลิตด้วยผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม

(3) ผู้ซื้อยอมรับว่าสินค้าไม่ได้ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพสำหรับใช้ในอาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง การใช้งานในเชิงพาณิชย์ หรือการใช้งานอื่นใด ๆ เว้นแต่จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสารการใช้งาน  

2.7.6. ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวสำหรับ:

(1) การขออนุญาตเกี่ยวกับสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่จำเป็นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์

(2) การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ยอมรับโดยทั่วไป

2.7.7. ในระหว่างเวลาที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังเป็นของผู้ขาย หากผู้ซื้อได้เข้าครอบครองสินค้านั้นแล้ว ผู้ซื้อมีหน้าที่ที่จะต้องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินการอย่างใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น เช่น การขนส่งหรือจัดเก็บ ในกรณีเช่นว่านี้ผู้ขายย่อมมีสิทธิขอเข้าตรวจสอบความเป็นอยู่ของสินค้าได้ในเวลาและระยะเวลาอันควร เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ขายเห็นว่าการดำเนินการของผู้ซื้อต่อสารเคมีที่ซื้อไปจากผู้ขายนั้น อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ขายหรือบุคคลภายนอกได้

2.7.8. ผู้ขายมีหน้าที่โดยตรงต่อการให้คำรับรองแก่ผู้ซื้อเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลในส่วนสำคัญหรือข้อมูลใด ๆ ที่ผู้ซื้อได้เปิดเผยให้ผู้ขายหรือตัวแทนของผู้ขายทราบเป็นการเฉพาะและเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในทางธุรกิจของผู้ซื้อ โดยผู้ขายต้องกำหนดมาตรการในการกำกับดูแลและควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลเช่นว่านั้นที่อาจกระทำโดยผู้ขาย พนักงาน ลูกจ้าง บุคคลที่มาติดต่อกับผู้ขาย เป็นต้น และที่ผู้ขายต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน

2.7.9. ผู้ขายมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาเกี่ยวกับสิทธิและเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ การคืนสินค้าและการออกหรือรับรองเอกสารทางการเงินและการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัดความรับผิดและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมถึงสิทธิในการบอกเลิกสัญญา ผู้ขายจะไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับประกันที่มีผลเป็นการลด ตัด ทอนหรือรอนสิทธิของผู้ซื้อ เว้นแต่ผู้ซื้อได้ให้ความยินยอมไว้ด้วยโดยชัดแจ้ง หรือมีเหตุอันควรเปลี่ยนแปลงกรณีต่าง ๆ เช่นว่านั้นตามกฎหมายบัญชีหรือภาษีอากรที่เกี่ยวข้อง

2.8. สิทธิยึดหน่วงการโอนกรรมสิทธิหรือการส่งมอบ

2.8.1. ผู้ขายมีสิทธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการยึดหน่วงการส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ไว้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนจนกว่าผู้ซื้อจะได้ปฏิบัติตามสัญญา

2.9. สิทธิและหน้าที่ตัวแทนจำหน่าย

2.9.1. ผู้ขายตั้งตัวแทนจำหน่ายเฉพาะกรณีทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยบุคคลผู้มีอำนาจของผู้ขายเท่านั้น ดังนั้นการตั้งตัวแทนด้วยวาจาหรือโดยปริยายจึงไม่มีผลผูกพันผู้ขายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

2.9.2. การใดอันตัวแทนจำหน่ายได้กระทำไปนอกขอบวัตถุประสงค์ของสัญญาตั้งตัวแทน หรือเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของตัวแทนเอง ไม่มีผลผูกพันผู้ขาย 

2.9.3. ตัวแทนจำหน่ายต้องแสดงแก่บุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตนว่าตนกระทำในฐานะตัวแทน การที่ตัวแทนแสดงออกซึ่งอำนาจหน้าที่เกินกว่าที่ปรากฏในสัญญาจะต้องรับผิดต่อบริษัทฯ ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา

2.9.4. ตัวแทนจำหน่ายจะต้องไม่ประกอบกิจการค้าอันมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการค้าแข่งกับบริษัทฯ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาตั้งตัวแทน

2.9.5. ในกรณีที่ผู้ซื้อซื้อสินค้าประเภทสารเคมีไปจากบริษัทฯ โดยผู้ซื้อไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายของบริษัทฯ เช่นนี้บริษัทฯ ไม่มีหน้าที่หรือความรับผิดต่อผู้ซื้อรวมถึงบุคคลใด ๆ ที่ซื้อสินค้าต่อไปจากผู้ซื้อในความสูญหายหรือเสียหายอย่างใด ๆ จากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือแนะนำของบริษัทฯ เกี่ยวกับสารเคมีที่ผู้ซื้อได้ซื้อไป

2.10. สิทธิหรือหน้าที่อื่น ๆ

2.10.1. ในกรณีที่มีการประกาศใช้กฎหมาย กฎ กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับใหม่ ๆ ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ผู้ขายมีหน้าที่แนะนำเพื่อให้ผู้ซื้อทราบถึงการปฏิบัติหรือดำเนินการในส่วนของตนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด กรณีดังกล่าวนี้ไม่เป็นการลบล้างหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องรู้ถึงการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ นั้นด้วย

2.10.2. ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ว่าที่เป็นตัวแทนขายของผู้ขายหรือไม่ก็ตาม นำสินค้าประเภทสารเคมีไปใช้นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในสัญญา นำไปเป็นส่วนผสมหรือส่วนประกอบกับสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง ชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือที่ขัดต่อกฎหมายที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น เป็นสารตั้งต้นยาเสพติด หรือวัตถุที่อาจก่อให้เกิดการระเบิดที่รุนแรง หรือนำไปสกัดเพื่อให้ได้สารบริสุทธิ์จากสารเคมีนั้น ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม เช่นนี้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายจากการกระทำนั้น

2.10.3. ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ว่าที่เป็นตัวแทนขายของผู้ขายหรือไม่ก็ตามนำสินค้าของผู้ขายไปขายให้กับหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือที่หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจเข้าไปเป็นคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วย ผู้ซื้อต้องแจ้งให้ผู้ขายทราบก่อนการทำสัญญาหรือเข้าร่วมนั้น

2.10.4. ในกรณีมีข้อพิพาททางการค้าเกิดขึ้นระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย คู่สัญญามีสิทธิที่จะกำหนดให้มีการระงับข้อพิพาทนั้นด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) โดยจะตกลงกันไว้ในขณะเริ่มต้นทำสัญญา หรือกำหนดขึ้นภายหลังโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายก็ได้ ทั้งนี้ให้นำพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาใช้บังคับ