
เครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อความแม่นยำของผลการทดลอง ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของอุปกรณ์
ดังนั้น การใช้งานและการดูแลรักษาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้ได้รวบรวม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- Heating and Cooling
- Mixing and Stirring
- Vacuum and Pressure
- Joining and Separating Glass Apparatus
- Personal Safety
- Cleaning Glassware

Heating and Cooling | การให้ความร้อนและความเย็น
แก้วอาจเกิดความเสียหาย หรือแตกได้จาก 3 สาเหตุ ดังต่อไปนี้
- อยู่ภายใต้ความเครียดจากอุณหภูมิในขั้น “Steady State” นั่นคือ เมื่อมีการส่งผ่านความร้อนระดับต่างๆผ่านตัวแก้ว
- เกิดจากความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโดยฉับพลัน ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการให้ความร้อน (heating) หรือความเย็น (cooling)
- ได้รับความร้อนสูงกว่าอุณหภูมิที่กำหนด เพราะมันอาจเกิดเป็นความเครียดถาวร และเมื่อแก้วเย็นลงก็ทำให้เกิดความเสียหายได้
แนวทางที่ควรปฏิบัติ
- กรณีที่ต้องมีการระเหยสาร ห้ามทิ้งภาชนะ ที่ทำการระเหยสารไว้โดยปราศจากคนคอยเฝ้าระวัง เพราะภาชนะอาจแตกร้าวหรือระเบิดได้ หากสารที่บรรจุไว้ระเหยไปหมดจนแห้งขอด หรือหากมีการปรับตั้งอุณหภูมิจากแหล่งที่ให้ความร้อนเอาไว้ไม่เหมาะสม เมื่อปริมาณของเหลวในภาชนะบรรจุเริ่มมีปริมาณลดลง ให้ค่อยๆ ปรับลดอุณหภูมิลง อย่าปรับลดอุณหภูมิลงทันทีโดยเด็ดขาด
- ควรใช้ความระมัดระวังในการคีบเครื่องแก้วออกจากแหล่งความร้อน และหลีกเลี่ยงการวางลงในที่เย็นหรือชื้นทันทีหลังคีบออกมา เพราะแก้วอาจแตกได้
- ค่อยๆระบายความร้อน ทำให้แก้วค่อยๆเย็นลงอย่างช้าๆ เพื่อจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแตกร้าว
- ห้ามนำแก้วที่มีรอยร้าวหรือบิ่นไปให้ความร้อนโดยตรง เพราะแก้วที่มีรอยร้าวหรือชำรุดแล้วนั้น ความแข็งแรงของแก้วจะลดลงไปเป็นอย่างมาก
- ควรใช้แผ่นตะแกรงโลหะหรือ Air/ Water Bath เพื่อกระจายความร้อนไม่ให้กระจุกตัว ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่งของแก้ว หรืออาจใช้วิธีคอยหมุนขยับแก้วอย่างช้าๆ ไปเรื่อยๆ ให้ความร้อนกระจายตัวอย่างทั่วถึง
- ปรับการใช้ไฟให้เป็นแบบวงเปลวไฟใหญ่แต่อ่อน มันอาจจะร้อนช้าหน่อยแต่จะให้ความร้อนที่สม่ำเสมอแก่ปฏิกิริยาเคมี
- แน่ใจว่าเปลวไฟนั้นให้ความร้อนกับภาชนะแก้วที่ระดับต่ำกว่าผิวน้ำหรือของเหลวที่ถูกบรรจุไว้อยู่ การให้ความร้อนบริเวณแก้วที่เหนือระดับผิวของเหลวขึ้นไปนั้นจะทำให้ภาชนะแตกได
- หากกรณีต้องการให้ของเหลวเดือดอย่างรวดเร็ว ควรใส่วัสดุที่ช่วยให้การเดือดเป็นไปอย่างทั่วถึง และลดการประทุของสาร (anti-bumping devices) ลงไปด้วย เช่น ผงหินภูเขาไฟ (pumice powder) หรือ glass wool
- ห้ามนำวัสดุที่มีขอบแหลมคม เช่น กระเบื้องที่แตกหัก มาใช้แทนเป็นตัว Anti-bumping เนื่องจากขอบแหลมคมจะก่อให้เกิดการขีดข่วน รอยชำรุดต่อเนื้อแก้ว และทำให้ความแข็งแรงทนทานเชิงกลและเชิงอุณหภูมิเสียไป
- เครื่องแก้วที่มีความหนาไม่ควรนำไปสัมผัสกับเปลวไฟ หรือแหล่งความร้อนโดยตรง เพราะอาจทำให้แตกได้
- เครื่อง hot plate จะรักษาความร้อนได้ค่อนข้างนานแม้จะปิดเครื่องแล้ว
Mixing and Stirring | การผสมและการกวนสาร
- ไม่ควรใช้เครื่องแก้วเกินขีดจำกัดที่จะรับความดันได้
- ควรคำนวณระยะความยาวของแท่งกวนแม่เหล็กกับอุปกรณ์เครื่องแก้วที่จะใช้ล่วงหน้าก่อนใช้งานทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าแท่งกวนจะไม่สัมผัสกับผิวหรือก้นภาชนะแก้วนั้น
- ห้าม ทำการผสมกรดซัลฟูริก (Sulfuric acid) และน้ำภายในภาชนะที่ทำจากแก้ว เนื่องจากความร้อนที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างสาร 2 ตัวดังกล่าวจะทำให้ภาชนะแตกได้
Vacuum and Pressure | สภาวะสุญญากาศและความดัน
- ควรใช้แท่งกวนที่มีปลายหุ้มด้วย Teflon หรือวัสดุที่คล้ายคลึงกันเพื่อป้องกันการขีดข่วนภายในของอุปกรณ์
- ควรมีแผ่นกำบัง Safety screen กั้นเมื่อใช้เครื่องแก้วร่วมกับแรงกดดัน หรือสภาวะสุญญากาศ
- ไม่ควรให้เครื่องแก้วมีการเปลี่ยนแปลงความดันอย่างฉับพลัน เพราะเครื่องแก้วอาจแตกได้
Joining and Separating Glass Apparatus | การใช้ร่วมกันและการแยกอุปกรณ์เครื่องแก้ว
- เมื่อจะทำการจัดเก็บก๊อกแก้ว (glass stopcock) และข้อต่อ (joints) ให้ใส่กระดาษบางคั่นระหว่างกลางเพื่อป้องไม่ให้แก้วติดกัน
- ไม่จัดเก็บก๊อกแก้วทิ้งไว้เป็นเวลานานทั้งๆที่ยังมีผลิตภัณฑ์หล่อลื่น (lubricants) ทาทิ้งไว้อยู่ ควรเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเก็บ
- ควรหมั่นทาสารหล่อลื่นลงบนก๊อกแก้วของบิวเรตต์ (Burette) และกรวยแยกสาร (Separating Funnel) เพื่อป้องกันไม่ให้ก๊อกฝืดเหนียว
- ควรทาสารหล่อลื่นเฉพาะผิวรอบนอกของข้อต่อและควรใช้ปริมาณน้อย ระวังอย่าทาสารหล่อลื่นเข้ามาที่ผิวด้านในข้อต่อซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสกับสารเคมี
ผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่น 3 ประเภทที่นิยมใช้กับเครื่องแก้ว - Hydrocarbon grease : นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถล้างออกได้ง่ายโดยตัวทำละลายที่ใช้ส่วนใหญ่ในห้องแล็บ เช่น Acetone
- Silicon grease : นิยมใช้กับอุปกรณ์ที่ต้องใช้กับงานวิเคราะห์ที่ใช้อุณหภูมิสูงหรือความดันสูง สามารถล้างออกได้ด้วย Chloroform
- Glycerin : นิยมที่ใช้กับงานที่มีปฏิกิริยาท่อที่มีการไหลในระยะยาว แล้วมีสารอินทรีย์และไขมันที่ไม่ละลายน้ำอยู่ด้วย สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำ
Personal Safety | ความปลอดภัยส่วนบุคคล
- เมื่อต้องการเอาเครื่องแก้วที่ร้อนออกจากตู้อบ หรือแหล่งที่ให้ความร้อนอื่นๆควรใช้ tongs หรือถุงมือกันความร้อนในการย้ายเครื่องแก้วออกมา เพราะแก้วที่ร้อนอาจเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังพุพองได้
- ควรสวมถุงมือ, รองเท้าป้องกัน, เสื้อคลุม และแว่นตาจะช่วยให้ปลอดภัยจากการอุบัติเหตุที่จะเกิด เช่น การหก หรือการกระเด็นของสารเคมี
- ขวดที่มีการถ่ายกรดลงไป เมื่อทำการถ่ายเสร็จแล้ว ควรล้างภายนอกขวดด้วยน้ำ และอย่าเปิดขวดทิ้งไว้เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนแล้วจะทำให้เสื่อมคุณภาพลงเมื่อนำไปใช้ต่อ
- สารปรอท เป็นพิษต่ออากาศ แม้จะหยดลงเพียงเล็กน้อยก็ตาม สารปรอทเมื่อได้รับสะสมมากๆ จะเป็นพิษต่อร่างกาย และเมื่อหยดลงพื้นควรทำความสะอาดอย่าให้เหลือคราบ และควรเก็บไว้ในภาชนะที่บรรจุอย่างดี
- กลิ่นของสารเคมีอาจทำให้โพรงจมูกเกิดการอักเสบได้ ควรใช้ผ้าปิดจมูกปิดไว้เวลามีการใช้งานสารเคมี
- ควรหลีกเลี่ยงการดูดปิเปตด้วยปาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเข้มข้นของสารที่เป็นกรด, ด่าง ควรใช้จุกยางในการดูด
- ควรปิดฉลากสารเคมีให้ชัดเจน แล้วเมื่อทิ้งขวดสารเคมีก็ไม่ควรเอาฉลากออกเพื่อความปลอดภัยต่อคนอื่นๆ
- อย่ามองลงในหลอดทดลองที่กำลังให้ความร้อน หรือที่มีส่วนผสมของสารเคมีและไม่ควรหันปากหลอดไปทางผู้อื่น เพราะผู้อื่นอาจได้รับอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว
- เมื่อกรดกระเด็นโดนเสื้อผ้า หรือผิวหนังต้องทำการล้างออกด้วยน้ำทันทีและล้างน้ำในปริมาณมากๆ
- เมื่อไรที่ทำงานกับสาร chlorine, hydrogen sulphide, carbon monoxide, hydrogen cyanide และสารอื่นๆที่เป็นพิษ จะต้องใส่หน้ากากป้องกันตลอดเวลา หรือทำการทดลองกับสารเคมีพวกนี้ภายใต้ตู้ดูดควันที่มีช่องระบายที่ดี
- ในการทำงานกับวัตถุระเหยอันตราย, จำไว้เลยว่าความร้อนเป็นสาเหตุให้เกิดการขยายตัว และระเบิดได้ในที่สุด
- กรด Perchloric จะเกิดอันตรายได้ง่าย เพราะมันจะระเบิดเมื่อสัมผัสกับวัตถุอินทรีย์ ห้ามใช้กรดชนิดนี้บริเวณ โต๊ะที่ทำการทดลอง ควรใช้ในตู้ดูดควัน
- เมื่อใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องมั่นใจว่าสายไฟ และปลั๊กนั้นอยู่ในสภาพพร้อมใช้ และไม่ควรเสียบปลั๊กเมื่อมือเปียก
Cleaning | การทำความสะอาด
เครื่องแก้วที่สะอาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับห้องปฏิบัติการที่ดี เพราะถึงแม้ห้องปฏิบัติการจะมีกระบวนการหรือขั้นตอนต่างๆที่กระทำอย่างเข้มงวด รัดกุมแล้วก็ยังสามารถทำให้เกิดข้อผิดพลาดของ ผลลัพธ์ของการทดลองได้ หากเครื่องแก้วที่ใช้งานนั้นสกปรก เครื่องแก้วต้องมีความสะอาดทั้งทางกายภาพและทางเคมี และในหลายๆกรณีก็ต้องปลอดเชื้อด้วย ตัวบ่งชี้ที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อดูความสะอาดของเครื่องแก้วก็คือรูปแบบการเปียกน้ำกลั่นบริเวณพื้นผิวเครื่องแก้ว นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเครื่องแก้วที่ใช้สำหรับวัดปริมาณของเหลว Grease และสารสกปรกต่างๆจะกันแก้วไม่ให้เปียกน้ำ ในทางกลับกัน ปริมาณตะกอนที่เกาะอยู่กับผนังเครื่องแก้วก็มีผลต่อการวัดปริมาณของเหลวหรือการส่งถ่ายของเหลว น้ำยาขัดทำความสะอาดและฟองน้ำแบบขัด ไม่ควรนำมาใช้ในการล้างเครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการ เนื่องจากอาจทำให้ผิวเครื่องแก้วเสียหายได้ และความเสียหายของพื้นผิวดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อคุณสมบัติของเครื่องแก้วด้วย
- การทำความสะอาดเครื่องแก้วที่มีการบรรจุสารอันตรายไว้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแล การดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
- เครื่องแก้วใหม่ ส่วนใหญ่จะมีปฏิกิริยาต่อสาร alkaline เล็กน้อย สำหรับการทดสอบทางเคมีที่ถูกต้องนั้น เครื่องแก้วใหม่เหล่านี้ต้องนำไปแช่ไว้ในน้ำกรด (1% solution hydrochloric acid หรือ nitric acid) ก่อนทำการล้าง
- เครื่องแก้วที่เปื้อนตัวอย่างก้อนเลือด อาหารเลี้ยงเชื้อหรืออื่นๆ ต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อนทำความสะอาด
- ถ้าเครื่องแก้วกลายเป็นสีมัวๆหรือสกปรก หรือมีพวกสารอินทรีย์จับตัวกันเป็นก้อน ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีกรดโครมิกเป็นส่วนประกอบ และควรใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะกรดชนิดนี้มีฤทธิ์กัดกร่อน
- ล้างเครื่องแก้วให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หลังจากใช้งานเสร็จแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ในทันที ก็นำไปแช่ไว้ในน้ำก่อน
- Grease หรือจาระบี สามารถล้างออกด้วยการใช้สารละลายเจือจาง Sodium carbonate, Acetone หรือตัวทำละลายไขมัน ไม่ควรใช้ Strong alkalis
- ควรใช้น้ำร้อน หรือพวกสารซักฟอกในกรณีที่เครื่องแก้วมีความสกปรกอย่างมาก อาจต้องใช้ผงซักฟอกและทำการขัดโดยพยายามอย่าให้ผิวเครื่องแก้วเป็นรอย
- ระหว่างการล้างทำความสะอาด ทุกส่วนของเครื่องแก้วควรได้รับการขัดล้างอย่างทั่วถึงด้วยแปรงขัดที่มีเหมาะสมกับรูปร่างและขนาดของเครื่องแก้วนั้นๆ แปรงล้างควรอยู่ในสภาพที่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดสีกับผิวเครื่องแก้ว
- เมื่อใช้สารละลายกรดโครมิกในการล้างทำความสะอาดเครื่องแก้วแล้ว ก็อาจจะทำการล้างด้วยน้ำยาล้างความสะอาดอีกครั้งหรือเติมแล้วทิ้งไว้ซักระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นอยู่กับปริมาณความสกปรกของเครื่องแก้ว
- พวกวัสดุตกตะกอนพิเศษ อาจต้องได้รับการกำจัดด้วยกรดไนตริกหรือกรดซัลฟิวริก ซึ่งกรดเหล่านี้มีฤทธิ์กัดกร่อนมากและควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
- เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำการล้างสารซักฟอกหรือสารล้างทำความสะอาดออกจากเครื่องแก้วก่อนใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสารซักฟอกซึ่งมันจะไปมีผลต่อปฏิกิริยาอื่นๆ หลังจากทำความสะอาดแล้วก็ล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง เขย่าเพื่อสลัดน้ำออกจากเครื่องแก้วหลายๆครั้งและสุดท้ายทำการล้างด้วยน้ำกลั่น
- การทำให้เครื่องแก้วแห้ง (Drying) สามารถทำได้โดยการตั้งทิ้งไว้ในตะกร้าหรือห้อย ผึ่งไว้ในอากาศหรือที่อุณหภูมิไม่เกิน 120 0C
- ปกป้องเครื่องแก้วจากฝุ่นโดยใช้การปิดคลุมไว้หรือจัดเก็บวางไว้ในตู้ปลอดฝุ่น
Glassware Cleaning Tips
การทำความสะอาดปิเปตต์ (Pipette Cleaning)
- วางปิเปตต์ลงใน Cylinder หรือโถทรงสูงที่มีน้ำบรรจุอยู่ทันทีหลังจากการใช้งาน ใช้แผ่นคอตตอนหรือแผ่นใยแก้ววางที่ฐานของภาชนะบรรจุปิเปตต์ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแตกหักของปลายปิเปตต์ได้ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าระดับน้ำสูงพอท่วมหรือสามารถแช่ส่วนของปิเปตต์ได้ หรือสามารถแบ่งปิเปตต์ออกมาแช่ในภาชนะที่สารซักฟอกผสมอยู่ แต่ถ้าหากเครื่องแก้วมีคราบสกปรกมากๆ ก็นำไปแช่ในภาชนะที่มีสารทำความสะอาดที่มีกรดโครมิกผสมอยู่ และหลังจากแช่ปิเปตต์ไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือแช่ไว้ค้างคืนแล้ว ก็ทำการระบายน้ำออกจากปิเปตต์ และล้างปิเปตต์ด้วยน้ำสะอาดจนกระทั่งสิ่งสกปรกถูกกำจัดไปจนหมดแล้วนำไปแช่ในน้ำกลั่นเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชม. จากนั้นก็นำปิเปตต์ออกจากน้ำกลั่น เช็ดผิวภายนอกเครื่องแก้วให้แห้ง หรือเขย่าให้น้ำออกจนหมด
- ในห้องปฏิบัติการที่มีการใช้ปิเปตต์ทุกวันและใช้ในปริมาณมาก เหมาะที่จะใช้เครื่องล้างปิเปตต์แบบอัตโนมัติ ตะกร้าที่ทำจากพลาสติกชนิด Polyethylene และอาจจะมีการใช้โถแช่ที่มีน้ำยาล้างทำความสะอาดที่มีกรดโครมิกเป็นส่วนผสม นอกจากนี้ก็ควรมีเครื่องอบแห้งปิเปตต์ที่ทำด้วยโลหะ ที่เป็นการให้ความร้อนด้วยระบบไฟฟ้า
- หลังจากทำการอบแห้งปิเปตต์แล้ว ควรวางปิเปตต์ไว้ที่ที่ปราศจากฝุ่น ห่อ Serological และ Bacteriological pipette ด้วยกระดาษหรือเก็บไว้ในขวดเก็บปิเปตต์แล้วนำไปฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 160 oC เป็นเวลา 2 ชม. ส่วนปิเปตต์ที่ใช้สำหรับถ่ายโอนสารที่ติดเชื้อได้ ควรมีจุกคอตตอนใส่ไว้ที่ปลายปิเปตต์ก่อนฆ่าเชื้อ
การทำความสะอาดบิวเรตต์ (Burette Cleaning with glass stopcock)
- นำจุก stopcock ออกจากบิวเรตต์และล้างบิวเรตต์ด้วยสารซักฟอกและน้ำสะอาด
- จากนั้นล้างด้วยน้ำประปาจนสิ่งสกปรกถูกล้างออกจนหมด และล้างด้วยน้ำกลั่นอีกครั้ง ทิ้งไว้ให้แห้ง
- แยกล้างจุก stopcock ก่อนที่จะนำจุกไปปิดบิวเรตต์ ควรทำการทาสารหล่อลื่นที่ข้อต่อ โปรดจำไว้ว่า จุกปิดบิวเรตต์ไม่สามารถเปลี่ยนได้
- คลุมปิดบิวเรตต์ทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้งาน จุกแก้วปิด (Glass stopcocks) ไม่สามารถเปลี่ยนได้
- ควรทำเครื่องหมายระหว่าง glass key และ burette bore เพื่อหลีกเลี่ยงการปนกัน
การทำความสะอาดหลอดทดลอง (Culture Tubes)
- หลอดทดลองที่มีการใช้งานแล้วต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อนนำไปทำความสะอาด วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการฆ่าเชื้อหลอดทดลองคือนำไปนึ่งฆ่าเชื้อเป็นเวลา 30 นาที ที่อุณหภูมิ 121oC (15 lb pressure) อาหารเลี้ยงเชื้อ (Media) ที่จับตัวกันเป็นก้อนควรนำไปเทออกในขณะที่หลอดยังร้อน หลังจากนั้นใช้แปรงขจัดคราบด้วยสารซักฟอกและน้ำ ตามด้วยน้ำประปาและน้ำกลั่นตามลำดับ และนำไปวางไว้บนตะกร้า ผึ่งให้แห้ง
- ถ้าหลอดทดลองเต็มไปด้วย medium ที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว do not plug until the medium is added ทั้ง medium และหลอดทดลองต้องผ่านการฆ่าเชื้อในครั้งเดียว
- ถ้าหลอดทดลองจะต้องถูกเติมด้วย medium ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ต้องนำหลอดทดลองไปนึ่งฆ่าเชื้อก่อนทำการเติม medium ลงไป
การทำความสะอาด Serological Tubes
- Serologocal Tubes ควรมีความสะอาดทางเคมีแต่ไม่จำเป็นต้องปลอดเชื้อก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างเลือด (specimens of blood) ที่จะต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องบ้างบางเวลา ควรเลือกเก็บไว้ในตู้ปลอดเชื้อ
- การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหลอดทดลองที่บรรจุตัวอย่างเลือดไว้ ให้ทำการเทก้อนเลือดนั้นทิ้งลงถังขยะ แล้วนำหลอดทดลองไปไว้ในตะกร้า จากนั้นนำตะกร้าไปวางในหม้อน้ำ ใส่น้ำให้ท่วม เติมสบู่หรือสารซักฟอกลงไปในปริมาณที่เหมาะสมและต้มเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นล้างหลอดและทำความสะอาดด้วยแปรงล้างเครื่องแก้ว จากนั้นล้างหลอดทดลองด้วยน้ำ ผึ่งและเช็ดให้แห้งด้วยความระมัดระวัง
- มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำการล้าง serological glassware เพื่อขจัดสารประเภทกรด ด่าง อัลคาไลและสารซักฟอกออกให้หมด เพราะทั้งกรดและอัลคาไลในปริมาณน้อยๆก็สามารถทำลายส่วนประกอบได้ และถ้าในปริมาณมากก็จะทำให้เกิด hemolysis ขึ้นได้ สารซักฟอกจะไปแทรกแซงด้วยปฏิกิริยา serological reactions
- หลอด serological และเครื่องแก้วควรเก็บแยกกันกับเคครื่องแก้วประเภทอื่นๆทั้งหมด และอย่านำไปใช้กับงานใดๆนอกจากขั้นตอนสำหรับ serologic เท่านั้น
การทำความสะอาดจานเพาะเชื้อและขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Dish and Culture Bottles)
- ทำการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดเหมือนรายละเอียดในหัวข้อ Culture Tubes
- จากนั้นห่อเครื่องแก้วด้วยกระดาษที่หนาหรือวางเก็บไว้ขวดเก็บจานเพาะเชื้อ
- ฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งฆ่าเชื้อหรือ dry air sterilizer