
สำหรับผู้ที่ทำงานด้านเคมีหรือห้องปฏิบัติการ คงคุ้นเคยกับคำว่า “วัสดุอ้างอิง (Reference Materials: RM)” และ “วัสดุอ้างอิงรับรอง (Certified Reference Materials: CRM)” กันมาบ้าง แต่ในทางปฏิบัติ หลายคนอาจยังไม่เข้าใจความแตกต่าง หรือวิธีเลือกใช้งานอย่างเหมาะสม
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจพื้นฐานของวัสดุอ้างอิง ทั้งในแง่ความหมาย ความแตกต่าง และบทบาทสำคัญในงานวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้สามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้องและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์
วัสดุอ้างอิง (Reference Materials) หรือเรียกอีกอย่างว่า สารมาตรฐานอ้างอิง (Reference Standards) เป็นวัสดุหรือสารมาตรฐานที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้เหมาะสำหรับการใช้งานในกระบวนการวัด ซึ่งจะถูกผลิตและทดสอบภายใต้กระบวนการผลิตที่เข้มงวดอย่างมากและมีคุณสมบัติที่เพิ่มเติมจากสารเคมีเกรดอื่นๆ
สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วๆไปอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ RM จะต้องมีคุณสมบัติ ความเป็นเนื้อเดียว (Homogeneity) และความเสถียร (Stability) เพิ่มเติมขึ้นมา
วัสดุอ้างอิงถูกนำมาใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือในงานเคมีวิเคราะห์โดยเฉพาะกับข้อกำหนดทางกฎหมาย, งานสิ่งแวดล้อมและงานวิเคราะห์ทางคลินิก นั่นทำให้มีความต้องการใช้วัสดุอ้างอิงที่หลากหลายสำหรับการควบคุมคุณภาพ อาทิเช่น การสอบเทียบ, การตรวจสอบวิธีทดสอบ, การสอบกลับได้ของผลการวัด, การควบคุมคุณภาพ และอื่นๆ
วัสดุอ้างอิงจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกระบวนการวัดของห้องปฏิบัติการเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของผลการวัด และการจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025
หลายคนอาจเคยได้ยินทั้งคำว่า วัสดุอ้างอิง (Reference Materials หรือ นิยมเรียกสั้นๆว่า RMs) กับ วัสดุอ้างอิงที่ผ่านการรับรอง (Certified Reference Materials หรือ นิยมเรียกสั้นๆว่า CRMs) แล้วเคยสับสนกันมั้ยว่าสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร ?
ISO REMCO หรือ คณะกรรมการ ISO ที่ดูแลการจัดทำ guideline สำหรับ Reference Material ได้ให้คำนิยามของ RM กับ CRM ไว้ดังนี้
Material, sufficiently homogeneous and stable with respect to one or more specified properties, which has been established to be fit for its intended use in a measurement process.
Reference material characterized by a metrologically valid procedure for one or more specified properties, accompanied by a certificate that provides the value of the specified property, its associated uncertainty, and a statement of metrological traceability.
ข้อมูลอ้างอิงจาก ISO/Guide 31:2015. Reference materials — Contents of certificates, labels and accompanying documentation.
จากนิยามของ ISO REMCO ข้างต้น จะแปลได้ว่า วัสดุอ้างอิงที่ผ่านการรับรอง (CRM) จะมีคุณสมบัติที่ครอบคลุมและผ่านมาตรฐานการผลิตและทดสอบที่เข้มงวดมากกว่า วัสดุอ้างอิง (RM)
ซึ่งความแตกต่างที่สำคัญคือ CRM นั้นจะต้องมีการแสดงผล การตรวจสอบย้อนกลับทางมาตรวิทยา (Traceability) และความไม่แน่นอนของการวัด (Uncertainty) เพิ่มเติมมาอีก 2 ข้อ นอกเหนือไปจาก คุณสมบัติของ RM ทั่วไปที่ต้องมี ความเป็นเนื้อเดียว (Homogeneity) และความเสถียร (Stability)
สิ่งสำคัญอีกจุดคือสารที่จะเรียกว่าเป็น CRM ได้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการผลิตและทดสอบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตาม ISO 17034 (เดิมเรียก ISO Guide 34)
ในขณะที่ผู้ผลิต RM นั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรอง ISO เลยก็ได้
(ISO 17034 คือ มาตรฐาน ISO ที่กำหนดการรับรองหน่วยผลิตหรือจัดเตรียมวัสดุอ้างอิง - General requirements for the competence of a reference material producer)
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆระหว่างสารเคมีเกรดทั่วไป (LAB/AR grade) กับ RMs และ CRMs

จากเนื้อหาข้างต้นแล้วทุกคนน่าจะเข้าใจกันแล้วว่าวัสดุอ้างอิงมีความเหนือกว่าสารเคมีเกรดอื่นทั่วไปในเรื่องคุณสมบัติต่างๆ ปกติแล้วสารเคมีเกรดอื่นๆทั่วไปจะมีเปอร์เซนต์ความบริสุทธิ์และพารามิเตอร์สารปนเปื้อนแสดงอยู่ในใบรับรองผลการวิเคราะห์หรือ COA แต่สำหรับสาร RM และ CRM จะมีการระบุว่าเป็นสาร RM หรือ CRM นอกจากนี้จะมีการระบุ Traceability และ Uncertainty (ในกรณีที่เป็นสารCRM) แต่ทั้งนี้ใบรับรองผลการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับตัวสารและทางผู้ผลิตสารเคมีว่าจะมีแสดงค่าอะไรให้บ้าง
หลายคนอาจจะนึกภาพ COA ของสารมาตรฐานไม่ออก เราก็มีตัวอย่างใบรับรองผลการวิเคราะห์หรือ COA ของวัสดุอ้างอิงรับรองที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17034 อยู่ด้านล่างนี้เลย
ตัวอย่างใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis หรือ CoA)
ของวัสดุอ้างอิงรับรอง (CRM) ที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17034

สำหรับใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเกรดของสารเคมีว่ามีการแบ่งเกรดกันยังไง? มีเกรดอะไรบ้าง?
สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ เกรดของสารเคมีห้องปฏิบัติการนั้นมีเกรดอะไรบ้างและหมายถึงอะไร (Different grades of Laboratory Chemicals)
วัสดุอ้างอิงสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์

การสอบเทียบเครื่องมือ (Instrument Calibration)
ในงานเคมีวิเคราะห์ส่วนใหญ่ล้วนแล้วต้องอาศัยการเปรียบเทียบ ซึ่งสารตัวอย่างที่ไม่ทราบค่าความเข้มข้นจะถูกเทียบกับสารที่ทราบค่าความเข้มข้นที่เรานำมาทำการสอบเทียบเครื่องมือวัด การนำวัสดุอ้างอิงมาเป็นตัวสอบเทียบเป็นตัวยืนยันเรื่องการสอบกลับได้ของผลการวัด (Metrological Traceability) ซึ่งจะทำให้การเปรียบเทียบนั้นมีความน่าเชื่อถือ

นำมาใช้เป็นวัสดุควบคุม (Control Material)
การใช้วัสดุอ้างอิงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความจำเป็นอย่างมากในการควบคุมการทดสอบสารที่ไม่ทราบค่า โดยเราจะได้ข้อมูลของแมทริกซ์ (Matrix) หรือสารตัวทำละลาย, ความเป็นเนื้อเดียว (Homogeneity) และความเสถียร (Stability) จากวัสดุอ้างอิงมาใช้ในการพิจารณาด้วย โดยวัสดุอ้างอิงอาจถูกนำมาเปิดใช้เป็นตัวควบคุมเพียงครั้งเดียวหรือสามารถถูกนำมาเปิดใช้วัดหลายครั้งได้เมื่อต้องมีการตรวจวัดซ้ำ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความน่าเชื่อถือในการเปรียบเทียบได้

ตรวจสอบความถูกต้องของวิธีที่ใช้วัด (Method Validation)
เราจะนำข้อมูลที่เกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy), ความเที่ยงตรง (Precision), การวัดซ้ำได้ (Reproducibility), ค่าความคลาดเคลื่อน (Bias) และค่าความไม่แน่นอน (Uncertainty) ของวัสดุอ้างอิงมาใช้อ้างอิงกับการวัดที่เราต้องการตรวจสอบ

การรับรองคุณสมบัติของเครื่องมือวัด (Instrument Qualification; IQ, OQ, PQ, MQ)
ถึงแม้ว่าการทำการรับรองคุณสมบัติของเครื่องมือวัดจะเป็นกระบวนการที่จำเป็นและมักพบเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมยา แต่เราก็ยังพบได้ในอุตสาหกรรมอื่นที่มีการจัดการตามระบบคุณภาพที่ช่วยจัดการห้องปฏิบัติการให้มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ (Good Laboratory Practice; GLP) และในปัจจุบันมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายตามโรงงานต่างๆ แต่กระบวนการเกี่ยวกับเอกสารนั้นจะไม่ได้มีความเป็นทางการเท่ากับในโรงงานยา

การทดสอบความชำนาญ (Proficiency Testing)
เป็นหนึ่งในเทคนิคของการรับประกันคุณภาพสำหรับห้องปฏิบัติการ โดยจะมีการนำผลทดสอบของวัสดุอ้างอิงมาเทียบกับผลทดสอบของตัวเลขที่มีนัยสำคัญของห้องปฏิบัติการอื่นๆ โดยการทดสอบนี้ถือเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีที่ใช้วัดและการที่จะได้รับการรับรองมาตรฐานอีกด้วย

การรับรองความสามารถของนักวิเคราะห์ (Analyst Qualification)
ในกรณีนี้ผลทดสอบของห้องปฏิบัติการจะไม่ถูกนำไปเทียบกับห้องปฏิบัติการอื่นๆ แต่จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับผลการทดสอบที่มาจากผู้ผลิตวัสดุอ้างอิง โดยนักวิเคราะห์จะไม่ทราบค่าที่ถูกต้องของวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการเทียบจนกระทั่งการทดสอบเสร็จสิ้นและมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

Note: คำนิยามของศัพท์เฉพาะในบทความ
วัสดุอ้างอิง (RM) และวัสดุอ้างอิงรับรอง (CRM) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำสูงและต้องอ้างอิงตามมาตรฐานสากล
การเลือกใช้ RM หรือ CRM ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน จะช่วยลดความคลาดเคลื่อน เพิ่มความถูกต้องของผลลัพธ์ และสนับสนุนระบบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น ISO/IEC 17025
หากเข้าใจหลักการและการใช้งานอย่างถูกต้อง วัสดุอ้างอิงจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การวิเคราะห์มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

A dedicated team driven by innovation and sustainable chemistry, led by the Product Specialist Team in collaboration with the Marketing Team, sharing reliable and practical insights to inspire learning and support scientists, researchers, and industry professionals.