• icon
    icon-hover
    Products
  • icon
    icon-hover
    Services
  • icon
    icon-hover
    Resources
  • icon
    icon-hover
    Support
  • icon
    icon-hover
    About Us
  • icon
    icon-hover
    Blog
Contact Us
UnlockYour Experiment.
EnlivenOur Future.
  • Company
  • About Us
  • Services
  • News & Events
  • Products
  • Brands
  • Categories
  • Support
  • Customer Support
  • Resources
  • Blog
Contact Us

Office: Mon-Fri 8:00 AM - 5:30 PM

Phone: 02-038-9999

Email: info@apexchemicals.co.th

APEX Icon
© 2025 Apex Chemicals. All Rights Reserved.
Terms & Conditions of SaleTerms of UsePrivacy StatementCookie Policy
    02 Apr 202642 Views
    Catagory:
    Glassware

    มาตรฐานสอบเทียบและหลักการใช้งานเครื่องแก้ววัดปริมาตร

    เครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric Glassware) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่พบได้ในแทบทุกห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ทางเคมี งานชีวภาพ หรือการควบคุมคุณภาพในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การเตรียมสารละลายมาตรฐาน หรือการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ดังนั้น นอกจากการเลือกใช้เครื่องแก้วที่ได้มาตรฐานแล้ว การใช้งานอย่างถูกวิธีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะทั้งสองอย่างนี้มีผลโดยตรงต่อความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของผลการทดลองในทุกขั้นตอน

    บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานเครื่องแก้ววัดปริมาตร หลักการใช้งานที่ถูกต้อง รวมถึงเทคนิคเล็กๆ ที่ช่วยให้การวัดมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

    มาตรฐานเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์และการใช้งานเครื่องแก้ววัดปริมาตร

    ในการผลิตเครื่องแก้ววัดปริมาตรจำเป็นจะต้องมีการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณลักษณะเป็นตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งมาตรฐานสากลและวิธีการสอบเทียบที่กำหนดโดยองค์กร ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีดังนี้ 

    • American Society for Testing and Materials (ASTM) ของประเทศสหรัฐอเมริกา
    • National Institute of Standards and Technology (NIST) ของประเทศสหรัฐอเมริกา
    • Internationals Organization for Standardization (ISO) ของประเทศอังกฤษ
    • Deutsches Institut for Normung (DIN) ของประเทศเยอรมัน

    จากองค์กรสากลข้างต้น จะมี 2 องค์กรสำคัญที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ การควบคุมคุณภาพเครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric Glassware) ก็คือ American Society for Testing and Materials (ASTM) และ Deutsches Institut for Normung (DIN)

    ซึ่งทั้ง 2 เป็นองค์กรในด้านของการพัฒนามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกเมื่อเทียบกับองค์กรอื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วคนจะเลือกใช้เครื่องแก้วที่ได้รับมาตรฐานจาก ASTM มากกว่ามาตรฐานจาก DIN เพราะเครื่องแก้วที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพจาก ASTM จะมีความแม่นยำมากกว่า เนื่องจากมีค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาตร (Tolerance) ต่ำกว่า

    โดยมาตรฐาน ASTM ได้กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับข้อกำหนดคุณลักษณะ (Specification) ของเครื่องแก้ววัดปริมาตรแต่ละชนิด ไว้ดังต่อไปนี้

    • หน่วยวัดใช้เป็นลูกบาศก์เซนติเมตร (cm3) หรือมิลลิเมตร (ml)
    • อุณหภูมิอ้างอิง (reference temperature) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 20°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เครื่องแก้ววัดปริมาตรจะให้ปริมาตรตามกำหนด บางครั้งอาจใช้ที่ 27°C ก็ได้เช่นกัน
    • คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องแก้ว ต้องมีความคงทน ทนทานต่อทั้งสารเคมีและความร้อน
    • ขีดจำกัดของค่าความเคลื่อนของปริมาตร
    • ความเสถียรและรูปทรงที่สมบูรณ์ของเครื่องแก้ว
    • คุณลักษณะของจุกฝาปิด (Stoppers) และจุกก๊อกบิด (Stopcocks)
    • ลักษณะของขีดกำหนดปริมาตร (graduated line) และตัวเลขแสดงปริมาตร
    • รายละเอียดที่เขียนบนเครื่องแก้ว (inscriptions)
    • รหัสสี (Color-Coding Band) หรือแถบฝ้า (Frosting Band)

    ประเภทของเครื่องแก้ววัดปริมาตรและการใช้งาน

    เครื่องแก้ววัดปริมาตรมีหลากหลายประเภท โดยแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน

    กระบอกตวง (Cylinder)

    เป็นอุปกรณ์วัดปริมาตรที่เป็นได้ทั้งแบบบรรจุ (to contain) และแบบส่งผ่าน (to deliver) เป็นอุปกรณ์รูปทรงกระบอก มีฐานเป็นทรงหกเหลี่ยม สำหรับให้สามารถวางบนพื้นได้ ปากกระบอกมีจงอยเพื่อใช้สำหรับการตวงวัดปริมาตรของของเหลว กระบอกตวงมักถูกใช้ในกรณีที่การทดสอบนั้นๆ ไม่ได้ต้องการความแม่นยำสูง กระบอกตวงของ BOROSIL มีขีดบอกปริมาตรทั้งแบบสีขาวและแบบสีชา และมีขนาดให้เลือกใช้ตั้งแต่ 5 ml - 2,000 ml

    โดยอักษรบนกระบอกตวง (inscriptions on cylinder) มีรายละเอียดดังรูปด้านล่างนี้
    ส่วนประกอบและสัญลักษณ์บนกระบอกตวง (Cylinder)

    การอ่านปริมาตรของสารละลายสำหรับเครื่องแก้ววัดปริมาตร
    การอ่านปริมาตรเครื่องแก้วให้อ่านที่ส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว (menicus) สัมผัสกับขอบบนของขีดกำหนดปริมาตร โดยสายตาของผู้อ่านต้องอยู่ระดับเดียวกับส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว

    การอ่านปริมาตรเครื่องแก้วให้อ่านที่ส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว (menicus) สัมผัสกับขอบบนของขีดกำหนดปริมาตร

    ขวดวัดปริมาตร (Volumetric Flask)

    เป็นอุปกรณ์ที่มีฐานวางพื้นได้อย่างมั่นคง คอยาว มีขีดบอกปริมาตร เนื้อแก้วมีทั้งแบบสีใสและแบบสีชา มีจุกฝาปิด (Stopper) ขวดวัดปริมาตรมักใช้สำหรับเตรียมสารละลายที่ต้องการความเข้มข้นที่แน่นอน เช่น ใช้เตรียมสารละลายมาตรฐาน โดยมีขนาดตั้งแต่ 1 ml - 2,000 ml

    • จุกปิด (Stopper) ของ BOROSIL มีให้เลือกใช้ทั้งแบบจุกฝาแก้ว (Glass Stopper) และจุกฝาพลาสติก (PP Stopper) และตัวเลขขนาดของฝา
      เช่น 14/23
      โดยเลข 14 หมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลาง
      และเลข 23 หมายถึง ความสูงของจุกปิด
      (สามารถดูรายละเอียดและรูปตัวอย่างสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ รหัส 8100 : Glass Stopper และ รหัส 8300 : PP Stopper)
      ส่วนประกอบและสัญลักษณ์บนขวดวัดปริมาตร (Volumetric Flasks)

    ขวดวัดความถ่วงจำเพาะ (Pycnometer Bottle หรือ Specific gravity bottle)

    ขวดวัดความถ่วงจำเพาะ หรือ ขวดพิคโนมิเตอร์ เป็นขวดที่ไม่มีขีดบอกปริมาตร (Graduated) มักใช้สำหรับวัดความถ่วงจำเพาะของของเหลว โดยการบรรจุของเหลวจนเต็ม ปิดจุกขวด แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก

    บิวเรตต์ (Burette)

    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการไตเตรท (Titration) เป็นหลอดแก้วใส ยาว ปลายเปิด เนื้อแก้วมีทั้งแบบสีใสและแบบสีชา ขีดบอกปริมาตร (Graduated) มีทั้งแบบสีใสและสีชา และมีก๊อกสำหรับเปิด-ปิด (Stopcock) ซึ่งทำจากแก้วหรือพลาสติกเนื้อ PTFE อยู่ทางปลายด้านล่าง เพื่อช่วยควบคุมอัตราการไหลของสารละลาย โดยมีขนาดตั้งแต่ 10 ml - 100 ml

    • จุกก๊อกเปิด-ปิด (Stopcock) สำคัญอย่างไร?
      จุกก็อกเปิด-ปิด ใช้หมุนเพื่อควบคุมให้ของของเหลวไหลออกทางปลายท่อ ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน มี 2 แบบ คือ แบบที่ทำด้วยแก้ว (Glass Stopcock) และที่ทำด้วยเทพลอน (PTFE Stopcock)

      ก๊อกเปิด-ปิด ที่ทำด้วยแก้ว ก่อนใช้ต้องทาวาสลีนหรือจาระบี (grease) บางๆลงไปก่อน บริเวณหัว-ท้าย เพื่อให้หมุนได้คล่องและไม่รั่ว แต่ไม่ควรทามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันได้
      ข้อควรระวัง คือ อย่าปล่อยสารละลายหรือของเหลวจนเลยขีดบอกปริมาตรที่ต่ำสุดของบิวเรตต์ลงมา เพราะจะทำให้เราไม่สามารถบอกได้ว่าปริมาตรทั้งหมดที่ปล่อยลงมามีค่าเท่าใด
      จุกก๊อกเปิด-ปิด (Stopcock)

    ปิเปตต์ (Pipette)

    เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตวงหรือวัดปริมาตรของสารละลายให้ได้ปริมาตรที่แน่นอน มีความถูกต้องแม่นยำสูง ขีดบอกปริมาตรมีทั้งแบบสีขาวและแบบสีชา ปิเปตต์แบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ

    • ปิเปตต์วัดปริมาตร (Volumetric Pipette หรือ Transfer Pipette)
      มีลักษณะเป็นกระเปาะแก้วป่องบริเวณตรงกลางปิเปตต์ มีขีดบอกปริมาตรเพียงขีดเดียว ดังนั้นจึงวัดปริมาตรได้เพียงค่าเดียว ใช้ในกรณีที่ต้องการความแม่นยำสูง
      ตัวอย่างสินค้า BOROSIL ในกลุ่มนี้เช่น รหัส 7101 : Volumetric Pipette, Class A
      ส่วนประกอบและสัญลักษณ์บน ปิเปตต์วัดปริมาตร (Volumetric Pipette หรือ Transfer Pipette)
    • ปิเปตต์ชนิดมีขีดย่อยแบ่งปริมาตร (Measuring Pipettes หรือ Graduated Pipette)
      มีขีดบอกปริมาตรหลายขีดที่ระดับปริมาตรต่างๆ ทำให้สามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย แต่มีความแม่นยำน้อยกว่าปิเปตต์วัดปริมาตร เมื่อเทียบที่ขนาดความจุเท่ากัน และแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย ดังนี้
      • Measuring Pipette, Mohr Type : ปิเปตต์แบบปล่อยถึงขีดสุดท้าย สามารถปล่อยสารละลายหรือของเหลวจนถึงปลายล่าง ตัวอย่างปิเปตต์ชนิดนี้ ของ Borosil เช่น รหัส 7059
      • Serological Pipette : ปิเปตต์แบบปล่อยหมด ตัวอย่างปิเปตต์ ชนิดนี้ของ Borosil เช่น รหัส 7079

      ปิเปตต์ชนิดมีขีดย่อยแบ่งปริมาตร Measuring Pipettes หรือ Graduated PipetteBlow-out / Two Rings
      เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฎบนปิเปตต์ ซึ่งอาจเป็นวงสีขาวหรือวงแถบสีต่างๆ ซึ่งเกิดจากการใช้กรดกัดแก้ว อยู่บริเวณใกล้ปลายก้านด้านบนที่เอาไว้เสียบกับอุปกรณ์ช่วยดูด (Pipette aid) เพื่อแสดงว่าการถ่ายของเหลวจากปิเปตต์ชนิดนี้นั้น ต้องเป่าสารละลายหรือของเหลวออกจนหมด

      วงแถบสีที่แสดงอยู่บนปิเปตต์ (Pipette) แสดงถึงอะไรกันนะ?
      หลายคนก็คงยังสงสัยกันอยุ๋บ้างว่า แถบวงสีที่ปรากฎอยู่บริเวณด้านบนของปิเปตต์ ใกล้กับด้านที่เสียบกับอุปกรณ์ช่วยดูด มันมีความหมายอย่างไร และแถบวงสีแต่ละสีนั้นบ่งบอกถึงอะไร เรามาลองศึกษาจากตารางและรูปภาพด้านล่างกันเลยค่ะ...

    ตารางแสดงรหัสแถบสี (Color Code) ที่ระบุบนปิเปตต์ Color Coding for Pipettes

    จากเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเครื่องแก้ววัดปริมาตรมีหลายประเภทให้เลือกใช้งาน โดยแต่ละชนิดถูกออกแบบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านรูปทรง ลักษณะการใช้งาน และระดับความแม่นยำ นอกจากการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการดูแลรักษาความสะอาดของเครื่องแก้วหลังการใช้งานทุกครั้ง เพื่อให้เครื่องแก้วพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่อาจส่งผลต่อความแม่นยำของผลการทดลองในระยะยาว

    ผู้เขียน
    Apex Chemicals Teams
    Apex Chemicals Teams
    Product Specialist & Marketing Teams, Apex Chemicals

    ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ และทีมการตลาด มีความตั้งใจที่จะส่งต่อข้อมูลดีๆ ที่ใช้งานได้จริง เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเหล่านักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนแนวคิดเคมีเพื่อความยั่งยืนไปพร้อมกับคุณ

    Tag:
    Share: