เครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric Glassware) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่พบได้ในแทบทุกห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ทางเคมี งานชีวภาพ หรือการควบคุมคุณภาพในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การเตรียมสารละลายมาตรฐาน หรือการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ดังนั้น นอกจากการเลือกใช้เครื่องแก้วที่ได้มาตรฐานแล้ว การใช้งานอย่างถูกวิธีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะทั้งสองอย่างนี้มีผลโดยตรงต่อความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของผลการทดลองในทุกขั้นตอน
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานเครื่องแก้ววัดปริมาตร หลักการใช้งานที่ถูกต้อง รวมถึงเทคนิคเล็กๆ ที่ช่วยให้การวัดมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ในการผลิตเครื่องแก้ววัดปริมาตรจำเป็นจะต้องมีการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณลักษณะเป็นตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งมาตรฐานสากลและวิธีการสอบเทียบที่กำหนดโดยองค์กร ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีดังนี้
จากองค์กรสากลข้างต้น จะมี 2 องค์กรสำคัญที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ การควบคุมคุณภาพเครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric Glassware) ก็คือ American Society for Testing and Materials (ASTM) และ Deutsches Institut for Normung (DIN)
ซึ่งทั้ง 2 เป็นองค์กรในด้านของการพัฒนามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกเมื่อเทียบกับองค์กรอื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วคนจะเลือกใช้เครื่องแก้วที่ได้รับมาตรฐานจาก ASTM มากกว่ามาตรฐานจาก DIN เพราะเครื่องแก้วที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพจาก ASTM จะมีความแม่นยำมากกว่า เนื่องจากมีค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาตร (Tolerance) ต่ำกว่า
โดยมาตรฐาน ASTM ได้กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับข้อกำหนดคุณลักษณะ (Specification) ของเครื่องแก้ววัดปริมาตรแต่ละชนิด ไว้ดังต่อไปนี้
เครื่องแก้ววัดปริมาตรมีหลากหลายประเภท โดยแต่ละชนิดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน
เป็นอุปกรณ์วัดปริมาตรที่เป็นได้ทั้งแบบบรรจุ (to contain) และแบบส่งผ่าน (to deliver) เป็นอุปกรณ์รูปทรงกระบอก มีฐานเป็นทรงหกเหลี่ยม สำหรับให้สามารถวางบนพื้นได้ ปากกระบอกมีจงอยเพื่อใช้สำหรับการตวงวัดปริมาตรของของเหลว กระบอกตวงมักถูกใช้ในกรณีที่การทดสอบนั้นๆ ไม่ได้ต้องการความแม่นยำสูง กระบอกตวงของ BOROSIL มีขีดบอกปริมาตรทั้งแบบสีขาวและแบบสีชา และมีขนาดให้เลือกใช้ตั้งแต่ 5 ml - 2,000 ml
โดยอักษรบนกระบอกตวง (inscriptions on cylinder) มีรายละเอียดดังรูปด้านล่างนี้
การอ่านปริมาตรของสารละลายสำหรับเครื่องแก้ววัดปริมาตร
การอ่านปริมาตรเครื่องแก้วให้อ่านที่ส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว (menicus) สัมผัสกับขอบบนของขีดกำหนดปริมาตร โดยสายตาของผู้อ่านต้องอยู่ระดับเดียวกับส่วนโค้งล่างของผิวของเหลว

เป็นอุปกรณ์ที่มีฐานวางพื้นได้อย่างมั่นคง คอยาว มีขีดบอกปริมาตร เนื้อแก้วมีทั้งแบบสีใสและแบบสีชา มีจุกฝาปิด (Stopper) ขวดวัดปริมาตรมักใช้สำหรับเตรียมสารละลายที่ต้องการความเข้มข้นที่แน่นอน เช่น ใช้เตรียมสารละลายมาตรฐาน โดยมีขนาดตั้งแต่ 1 ml - 2,000 ml

ขวดวัดความถ่วงจำเพาะ หรือ ขวดพิคโนมิเตอร์ เป็นขวดที่ไม่มีขีดบอกปริมาตร (Graduated) มักใช้สำหรับวัดความถ่วงจำเพาะของของเหลว โดยการบรรจุของเหลวจนเต็ม ปิดจุกขวด แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการไตเตรท (Titration) เป็นหลอดแก้วใส ยาว ปลายเปิด เนื้อแก้วมีทั้งแบบสีใสและแบบสีชา ขีดบอกปริมาตร (Graduated) มีทั้งแบบสีใสและสีชา และมีก๊อกสำหรับเปิด-ปิด (Stopcock) ซึ่งทำจากแก้วหรือพลาสติกเนื้อ PTFE อยู่ทางปลายด้านล่าง เพื่อช่วยควบคุมอัตราการไหลของสารละลาย โดยมีขนาดตั้งแต่ 10 ml - 100 ml

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตวงหรือวัดปริมาตรของสารละลายให้ได้ปริมาตรที่แน่นอน มีความถูกต้องแม่นยำสูง ขีดบอกปริมาตรมีทั้งแบบสีขาวและแบบสีชา ปิเปตต์แบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ

Blow-out / Two Rings
เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฎบนปิเปตต์ ซึ่งอาจเป็นวงสีขาวหรือวงแถบสีต่างๆ ซึ่งเกิดจากการใช้กรดกัดแก้ว อยู่บริเวณใกล้ปลายก้านด้านบนที่เอาไว้เสียบกับอุปกรณ์ช่วยดูด (Pipette aid) เพื่อแสดงว่าการถ่ายของเหลวจากปิเปตต์ชนิดนี้นั้น ต้องเป่าสารละลายหรือของเหลวออกจนหมด
วงแถบสีที่แสดงอยู่บนปิเปตต์ (Pipette) แสดงถึงอะไรกันนะ?
หลายคนก็คงยังสงสัยกันอยุ๋บ้างว่า แถบวงสีที่ปรากฎอยู่บริเวณด้านบนของปิเปตต์ ใกล้กับด้านที่เสียบกับอุปกรณ์ช่วยดูด มันมีความหมายอย่างไร และแถบวงสีแต่ละสีนั้นบ่งบอกถึงอะไร เรามาลองศึกษาจากตารางและรูปภาพด้านล่างกันเลยค่ะ...


จากเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเครื่องแก้ววัดปริมาตรมีหลายประเภทให้เลือกใช้งาน โดยแต่ละชนิดถูกออกแบบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านรูปทรง ลักษณะการใช้งาน และระดับความแม่นยำ นอกจากการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการดูแลรักษาความสะอาดของเครื่องแก้วหลังการใช้งานทุกครั้ง เพื่อให้เครื่องแก้วพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่อาจส่งผลต่อความแม่นยำของผลการทดลองในระยะยาว

A dedicated team driven by innovation and sustainable chemistry, led by the Product Specialist Team in collaboration with the Marketing Team, sharing reliable and practical insights to inspire learning and support scientists, researchers, and industry professionals.